พูดคุยกับนักออกและศิลปิน "ผู้เห็นงานเซรามิกเป็นเหมือนเพื่อนอีกคน"

สุกาญจนา กาญจนบัตร

56956521_2810113442362556_23362899980152

Ceramic Tiles + Floor Pattern for Café Doitung new concept store
“เป็นโปรเจคที่ทำร่วมกับอินทีเรีย โดยเราออกแบบในส่วนของแพทเทิร์นพื้น และกระเบื้อง รวมถึงการผลิตทั้งหมดด้วย เรารู้จักดอยตุงกันดีอยู่แล้วเรื่องงานผ้าทอ จึงดึงเอาภาพของผ้าทอนั้นลงมาใส่ในกระเบื้องพื้น

ทั้งTexture บนกระเบื้องเอง และลายของพื้นที่เกิดจากการเรียงกันของกระเบื้องแต่ละสี ที่ทอดยาวตั้งแต่หน้าร้านไปจนสุดทางเดินด้านใน ทำให้ภาพรวมทั้งร้านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

คุณ สุกาญจนา กาญจนบัตร หรือ อีฟ เปิดสตูดิโอสอนเซรามิก ชื่อ Trampoline Studio โดยคุณอีฟเป็นผู้สอนเอง ซึ่งผู้เรียนจะได้สัมผัสและลงมือทำด้วยตนเอง บางครั้งทางสตูดิโอก็เชิญศิลปินและนักปั้นท่านอื่นๆ มาร่วมแชร์เทคนิคต่างๆ เพื่อถ่ายทอดเทคนิคและรูปแบบที่หลากหลายแก่ผู้เรียน อีกทั้งยังมีงานออกแบบเซรามิก เช่น กระเบื้อง โคมไฟในร้าน อาร์ทเวิค หรือจานชามในร้านอาหารหรือคาเฟ่ ซึ่งทั้งหมดนี้คุณอีฟมองว่าเป็นงานศิลปะที่ทำเพื่อผ่อนคลายตัวเอง 

     “เสน่ห์ของเซรามิกคือความท้าทาย มันเป็น

การทำงานของเราส่วนนึงกับความเข้าใจธรรมชาติและปล่อยให้ธรรมชาติทำงานอีกส่วนนึง”

นิยามตัวเองว่าอะไร ?

นิยามตัวเองยากมาก น่าจะ Maker นะ เราชอบทำ ทำออกมาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ทดลองไป
 

ทราบมาว่าคุณอีฟจบสถาปัตย์ภายในทำไมถึงมีความสนใจด้านงานเซรามิก ?

ตอนจบมาทำอินทีเรียในออฟฟิสอยู่ประมาณ 3 ปี จริงๆยังชอบงานอินทีเรีย และสถาปัตย์อยู่นะ แต่การทำงานกับคอมทั้งวันทั้งคืนตอนนั้น มันฝืนเรามากๆ 555 เลยตัดสินใจลาออก (ตอนจะลาออกก็ยังไม่เคยจับดิน หรือรู้จักเซรามิกมาก่อนเลยด้วย) พอลาออกมาก็ทำฟรีแลนซ์อินทีเรียเพื่อหาเงิน พอมีเวลาว่างเพิ่มก็ลงเรียนทุกอย่างที่สนใจเลย เรียนตัดเสื้อผ้า งานไม้ เซรามิกก็เป็นหนึ่งในนั้น และเป็นอันเดียวที่ยังทำมาเรื่อยๆจนถึงตอนนี้ เหมือนมันหยุดไม่ได้ เอาจริงๆ รู้สึกลึกๆ ว่าเหมือนตัวเองถูกเลือกมากกว่า เสน่ห์ของเซรามิกคือความท้าทาย มันเป็นการทำงานของเราส่วนนึง กับความเข้าใจธรรมชาติและปล่อยให้ธรรมชาติทำงานอีกส่วนนึง เราเชื่อว่านักปั้น หรือศิลปินเซรามิก รู้สึกลุ้นและตื่นเต้นทุกครั้งที่เปิดเตาเพื่อดูผลงาน ถึงแม้จะทำงานมานานหลายปีก็ตาม เราคงติดใจความรู้สึกแบบนี้  เซรามิกเป็นเหมือนเพื่อนเรานะตอนนี้ แล้วเซรามิกก็สอนอะไรเราเยอะมากๆ การปล่อยวางเป็น เป็นหนึ่งในนั้นที่สำคัญ งานแตก งานร้าว แรกๆทำใจยาก ทำไปเรื่อยๆ แตกบ่อยๆเข้า ก็ทำใจง่ายขึ้น 555 แล้วมันปรับใช้กับเรื่องอื่นๆในชีวิตได้ดี ถึงจะยังทำได้ไม่ดีมาก แต่ถือว่าพัฒนา”

 

สื่อกลางที่ใช้ในการทำงาน ?

ถ้าถามตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นเซรามิกนะ แบ่งเป็นงานเราเอง กับงานที่ออกแบบให้ลูกค้าละกันค่ะ
ถ้างานเราเอง เราชอบใช้พอสเลนมากๆ ในงานเซรามิกเราทุกงานใช้พอสเลนทั้งหมดเลย ถึงจะเป็นดินที่ทำงานด้วยยาก แต่เราชอบสัมผัสตอนทำ ความแห้งเร็วแต่ดูดน้ำกลับเร็ว และชอบผลลัพธ์ตอนที่เผาออกมาแล้วด้วย แต่ต่อๆไปอาจจะลองเปลี่ยนไปใช้ดินชนิดอื่นๆ กับทดลองเคลือบใหม่ๆดูบ้าง แต่ยังทดลองกับพอสเลนไปเรื่อยๆก่อน งานผ้าเป็นอีกสื่อนึงที่เราชอบแต่ไม่ค่อยได้ทำในช่วงหลังๆ ถ้ามีโอกาสคงได้กลับไปจับบ้าง ส่วนงานออกแบบที่ออกแบบให้ลูกค้าก็พิจารณาไปตามความเหมาะสม 

17.jpg
16.jpg

THE AMPHORA

เราใช้ดินเผาเป็นสื่อ เราเลยเริ่มคิดจากคำว่าดินเผา ซึ่งจริงๆแล้วเครื่องปั้นดินเผามันถูกสร้างมาแล้วเป็นหมื่นปี ทั้งในรูปแบบของงานศิลปะ หรือเพื่อใช้สอย เราเลยตั้งโจทย์ตัวเองว่าจะทำแจกันที่เป็นการผสมระหว่างเก่า และใหม่แต่ยังคงความเป็นตัวเองอยู่ด้วยเทคนิคและวิธีการ ให้คนเห็นงานนี้แล้วพอจะนึกย้อนกลับไป หรือได้กลิ่นของความโบราณในความใหม่มากๆนี้ พวกภาชนะดินเผาโบราณ ที่มีคอแคบๆ และมีหู 2 ข้าง จึงถูกเอามาเป็นแรงบันดาลใจ เราชอบความน่าสนใจของฟอร์ม เลยดึงเอามาเล่นเป็นงานที่เป็นกึ่ง 2 มิติ 3 มิติ ลดทอนลวดลายบนภาชนะออกทั้งหมด แทนที่ด้วยการเลือกใช้สีที่ไม่พบในเครื่องปั้นดินเผาในยุคโบราณ”

วิธีการทำงานจาก0-100 ?

“เราไม่มีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนนะ ขึ้นกับโปรเจคที่ได้มา หรือโจทย์ที่ตั้งกับตัวเอง อย่างตอนที่ทำกับ 000bjects เป็นโปรดัก เราเริ่มคิดจากการใช้งานก่อนนะ เริ่มตั้งคำถาม อย่างเชิงเทียน มันมีเรื่องของแสง เรื่องของลม เช่น เราแก้ปัญหาลมยังไงถ้าหากเราจุดเทียนในที่ที่มีลม เราใช้ประโยชน์จากแสงที่เกิดได้ยังไงบ้าง หรือแสงนั้นทำให้เกิดมิติแบบไหนได้ เริ่มจากสเกตช์ แล้วตัดโมเดล 1:1 ดูเลย ตัดไปเรื่อยๆนะ เราชอบตัดโมเดล 5555 ส่วนรูปลักษณ์และความงาม หรือวัสดุที่ใช้นั้นมาค่อยๆปรับกันไป สำคัญสุดของขั้นตอนน่าจะเป็นตอนที่เอาไอเดียมาแชร์กันกับน้องๆ เจ้าของแบรนด์มากกว่า การแชร์ความคิดมันช่วยให้งานพัฒนาได้มากกว่า บางทีมุมมองของแต่ละคน หรือสิ่งที่เคยเห็นมาต่างกันก็ช่วยทำให้เกิดไอ-เดียที่น่าสนใจ”
 

สิ่งที่คิดว่าเป็นจุดเด่นของงานที่ตัวเองออกแบบ ?

“เราคิดว่างานออกแบบทุกชิ้นที่เราได้รับอิทธิพลมาจากงานอินทีเรียที่เราทำมาก่อนด้วย มันมี 2 อย่างที่สำคัญอยู่ในนั้นคือ Material และ Proportion สัจจะวัสดุ กับสัดส่วนที่ใช่  พยายามใช้ฟอร์มที่เรียบง่าย ตัดความไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือยออกไป ส่วนงานศิลปะที่เราทำส่วนใหญ่เกิดจากการทดลอง เราว่ามันเป็นข้อดีอีกอันนึงที่เราไม่เคยเรียนเซรามิกจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เราเลยไม่มีกฎหรือข้อแม้มาก เพราะเราไม่รู้ เรารู้น้อยมาก เราเลยไม่กดดัน อาศัยดูและถามเยอะๆ ทดลองไปเรื่อยๆ  เราชอบขั้นตอนการทำอะไรซ้ำๆ และทบทวนตัวเองระหว่างนั้น เหมือนเป็นการบำบัดตัวเองไปในตัว”

20190124_100436.jpg

SAKE CUP 

“ถ้วยสาเกใบนี้ เป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการที่ฮ่องกง โดยศิลปินเซรามิกที่ถูกเชิญให้เข้าร่วมจะต้องส่งถ้วยที่ทำขึ้นมาใหม่คนละ 2 ใบ เรามีความตั้งใจว่า เราจะพยายามใช้ลักษณะเด่นของดินให้ได้มากที่สุด และต้องเป็นถ้วยที่จับถนัดมือที่สุดด้วย มันเลยเป็นส่วนผสมของงานออกแบบและงานคราฟท์ เราใช้เทคนิคที่เราชอบใช้มาตลอดคือการใช้พอสเลนปั้นด้วยมือทีละชิ้นและแปะลงบนโมลด์ปูนที่เราทำเตรียมไว้ ให้ได้ texture และรูปทรงของถ้วยที่เราต้องการ และตั้งใจทำให้บางที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้งานโปร่งแสงหลังจากที่เผาไฟสูงแล้ว ทางกลับกันส่วนฐานเราทำดินให้เป็นก้อนทึบตัน เพื่อรักษาสมดุลให้ถ้วยมีน้ำหนักที่ดี และแข็งแรง ซึ่งเป็นความท้าทายอีกอันของการเชื่อมส่วนถ้วยที่บางมากกับส่วนฐานที่หนาและเป็นก้อนทึบ เนื่องจากการหดตัวของดินทั้งสองชิ้นนั้นไม่เท่ากัน”